เนื่องจากผลกระทบจากการที่ค่าจ้างแรงงานของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น และการแข่งขันของภาคเอกชนที่มีแนวโน้มมากขึ้น ทำให้สถานประกอบการต่าง ๆ ต้องปรับตัวจากเดิมที่แข่งขันกันด้วยราคา เปลี่ยนเป็นการพัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรม ทำให้เกิดความต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เป็นจำนวนมาก แต่จากรายงานการสำรวจการวิจัยและพัฒนาและกิจกรรมนวัตกรรมในภาคเอกชน ปี 2554 โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) พบว่าบุคลากร วทน. กว่าร้อยละ 70 ปฏิบัติงานอยู่ในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐ
ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนนักวิจัยในภาคเอกชนอย่างเร่งด่วน เพื่อรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเพื่อส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างภาคอุดมศึกษาและภาคอุตสาหกรรม (University–Industry Linkages) อย่างเป็นรูปธรรม จึงมีการดำเนินการ “โครงการส่งเสริมบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐไปปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในภาคเอกชน” หรือ “Talent Mobility” เพื่อสนับสนุนให้บุคลากร วทน. ของภาครัฐเข้าไปช่วยปฏิบัติงาน และพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภาคเอกชน ซึ่งจะทำให้เกิดการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างองค์ความรู้ใหม่ ทำให้เกิดนวัตกรรมที่มีประโยชน์ต่อประชาชน และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
จากการประชุมร่วมคณะกรรมการพิจารณาโครงการส่งเสริมให้บุคลากรวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาไปปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาและเพิ่มขีดความสามารถ ในการผลิตให้กับภาคอุตสาหกรรม (Talent Mobility) ครั้งที่ 2/2566 ภายใต้การบริหารจัดการของของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) ที่ประชุมมีมติเห็นชอบรายละเอียดของกระบวนการและแนวทางการสนับสนุน การเคลื่อนย้ายบุคลากรเพื่อพัฒนาศักยภาพการวิจัยในภาคอุตสาหกรรม (Talent Mobility) ประจำปีงบประมาณ 2566 เพื่อพัฒนาศักยภาพการวิจัย ในภาคอุตสาหกรรม (Talent Mobility) มีกรอบนโยบายในการส่งเสริมให้บุคลากรวิชาการ นักวิจัย และนักศึกษา มีโอกาสถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้กับภาคเอกชนหรือหน่วยงานภายนอก เพื่อการแก้ไขปัญหาและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรม สนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 โดยพัฒนาศักยภาพนักวิจัยของสถาบันอุดมศึกษาและศักยภาพของบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมให้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงส่งเสริมศักยภาพของศูนย์อำนวยความสะดวก (TM Clearing House) ในสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 20 แห่ง โดยมี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นหนึ่งในศูนย์อำนวยความสะดวก (TM Clearing House) ตลอดจนพัฒนากลไกที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินการสนับสนุนการเคลื่อนย้ายบุคลากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกำหนดรายละเอียดของกระบวนการและแนวทางการสนับสนุนการเคลื่อนย้ายบุคลากรเพื่อพัฒนาศักยภาพการวิจัย ในภาคอุตสาหกรรม (Talent Mobility) เพื่อพัฒนาศักยภาพการวิจัย ในภาคอุตสาหกรรม (Talent Mobility) โดยมีแนวทางในการดำเนินการทั้งสิ้น 3 แนวทาง ดังนี้
1. การเคลื่อนย้ายบุคลากรด้านการวิจัยเพื่อติดตั้งเทคโนโลยีในสถานประกอบการ (Talent Mobility for SME’s Technology Installation)
2.1 การพัฒนาผู้เชี่ยวชาญเพื่อสร้างกลยุทธ์และแผนปฏิบัติด้านการวิจัยและพัฒนาสำหรับสถานประกอบการ (Developing Experts in R&D Strategy and Plan Formulation for SMEs)
2.2 การสร้างกลยุทธ์และแผนปฏิบัติด้านการวิจัยและพัฒนาสำหรับสถานประกอบการ (Formulating R&D Strategy and Plan for SMEs)
3. กระตุ้นกิจกรรมตามกลยุทธ์และแผนปฏิบัติด้านการวิจัยและพัฒนาของสถานประกอบการ (Talent Mobility for R&D Activation under SME’s R&D Strategy and Plan)
